คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2017

Projector Viewsonic PJD5155

Projector Viewsonic PJD5155 รุ่นเล็กๆ ประสิทธิภาพไม่เล็กนะครับ

เจ้าของแบรนด์โลโก้นกฟิ้นส์เจ็ดสียืนเรียงหน้ากระดาน สมญานาม Viewsonic จากแผ่นดินถิ่นสหรัฐอเมริกา โชว์น้องเล็กสุดในสายโปรเจคเตอร์ ชูคุณภาพเกินราคา เพื่อผู้ใช้งานที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก พอๆกับราคาสบายกระเป๋า

โดยตัวที่นำมายั่วน้ำลายให้ต้องตาต้องใจ เป็นอีกหนึ่งนวัฒนกรรมที่คงความเป็นเอกลักษณ์ มองเพียงครู่จะรู้ได้ทันทีว่านี้คือ ผลงานของ Viewsonic

เจ้า LightStream PJD5 Series PJD5155 โปรเจคเตอร์น้องเล็ก ผ่านการรังสรรค์เพื่อรองรับการใช้งานรอบด้าน เป็นสินค้าทรงคุณค่า เมื่อเปรียบเทียบกับสนนราคาค่าตัว

หน้าตาของ PJD5 series จะคงความเป็นเอกลักษณ์ ดูเรียบง่าย ตัวเครื่องโปร่งเพื่อการระบายความร้อนที่ดี
 

เลือกวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นอย่างดี และใช้พื้นผิวแบบ Hair Line ส่งให้เครื่องดูแพงสมงานดีไซน์

ตัวเครื่องโค้งมนที่ดูเรียบง่าย คอนทราสสูงถึง 22,000 : 1 อัดความสว่างมาถึง 3300 ANSI Lumens การฉายภาพในห้องที่มีแสงสว่างจึงไม่ใช่ปัญหา ความละเอียดระดับ SVGA (800×600) เพียงพอสำหรับงานทุกประเภท และเทคโนโลยี SuperColor™ ช่วยสร้างช่วงเฉดสีให้กว้างขึ้น ให้ใกล้เคียงสภาพแวดล้อมของภาพมากที่สุด

แผงควบคุมอันเป็นแบบฉบับของ Viewsonic เพื่อการใช้งานในที่มืดด้วยรูปทรงปุ่มเฉพาะตัว
 

SuperColor™ สร้างสีสันให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น และ SonicExpert™ สร้างมิติให้เสียงลำโพงมีสมดุลมากขึ้น

โปรเจคเตอร์ PJD5155 ยังได้ใช้เทคโนโลยี DynamicEco™ สำหรับการยืดอายุหลอดภาพให้นานขึ้นไปถึง 10,000 ชม. โดยลดการใช้พลังงานลง 70% อีกทั้ง Sonic Expert™ เทคโนโลยีด้านเสียง เสริมขีดขั้นความสามารถของลำโพงให้สร้างสรรค์สมดุลของเสียงได้ดีขึ้นผิดไปจากเก่า

ช่องต่อทางด้านหลังจัดมาเต็มพิกัด โดยมีช่องAnalog เช่น AV, S-Video, VGA In x2 พ่วงด้วย VGA Out x 1 และช่องสัญญาณDigital อย่าง HDMI x1 สมบูรณ์

ช่องเชื่อมต่อรองรับอุปกรณ์หลากหลาย

จากความคุ้นชินในทรรศนะ ของดีตามราคา ไม่สามารถเป็นกรอบให้กับ PJD5155 ตัวนี้ได้ ด้วยความสามารถล้นเหลือ เกินรูปร่าง ทำให้พังความเชื่อเดิมอย่างราบคาบ

รุ่นเล็กไม่จำเป็นต้องด้อยประสิทธิภาพ คุณประโยชน์พรั่งพร้อมขนาดนี้ หาได้จากเจ้า PJD5155 โปรเจคเตอร์สัญชาติอเมริกา เครื่องนี้นี่เอง

สนใจสั่งซื้อวิวโซนิคโปรเจคเตอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector ACER A1500 DLP Projector

Review Projector ACER A1500 DLP Projector ดูหนังเยี่ยม พรีเซนต์เทชั่นยอด เครื่องเดียวก็เอาอยู่!!

 

Quick Overview

– ความสว่าง 3100 ANSI Lumens
– ความละเอียด 1920×1080(Full HD)
– Contrast 20,000:1
– น้ำหนัก 2.7kg
– การรับประกัน ตัวเครื่อง 2 ปี หลอดภาพ 1 ปี หรือ 1,000ชม.

ผมได้รีวิว Acer Projector รุ่นความละเอียด HD รุ่นนี้ ก็รู้สึกประทับใจในเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของมันเป็นอย่างมาก กับการที่เราได้เครื่องฉายคุณภาพดีเยี่ยมในระดับราคาไม่สูงนัก ทำให้เราสามารถดูหนังจอใหญ่ๆเทียบเคียงโรง ภาพยนตร์ได้ในราคาย่อมเยาว์  วันนี้ Acer ส่ง DLP Projector ตัวใหม่รุ่น A1500 ขนาดกระทัดรัด มาพร้อมความละเอียด Full HD เทคโนโลยี 3 มิติแบบ Active กับราคาที่คุ้มค่า จึงไม่รอช้าขอแกะกล่องทดสอบคุณภาพกัน

Design – การออกแบบ

Acer A1500 เป็น DLP prodjector ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักประมาณ 4.85 ปอนด์ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปนัก พกพาใส่ประเป๋าที่แถมมาสะดวกหากจำเป็นต้องเอาไปพรีเซนต์งานข้างนอก ตัวเครื่องมาพร้อมบอดี้สีขาวดูทันสมัย มีสกรีนโลโก้ Acer และไอคอนจุดขายต่างๆบริเวณด้านบนของตัวเครื่อง สำหรับตัวเลนส์มีก้านปรับเลนส์สำหรับซูมเข้าและออก และรวมถึงตัวปรับโฟกัส  มีปุ่มสำหรับปรับเมนูต่างด้านหน้ามีช่องสำหรับพัดลมระบายความร้อน ส่วนด้านหลังเป็นแหล่งรวมช่องต่อต่างๆไว้

Connectivity – ช่องต่อสัญญาณ

ช่องต่อ พอร์ต HDMI ข้างในที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเครื่องเอาไว้ใช้เชื่อมต่อกับ Wireless Adapter พอร์ตด้านนอกก็สามารถเชื่อมต่อได้เหมือนกัน แต่ควรใช้ต่อกับอุปกรณ์อื่นๆดีกว่า

1. Analog RGB/Component Video (D-sub) x 2
2. Composite Video (RCA)
3. S-Video (Mini DIN)
4. HDMI (Video, Audio, HDCP)
5. HDMI/MHL (Video, Audio, HDCP, Internal)
6. PC Audio (Stereo mini jack) x 2
7. Analog RGB (D-sub)
8. PC Audio (Stereo mini jack)
9. DC Out (5V/2A, USB Type A)
10. DC Out (5V/1A, USB Mini-B, Internal Port)
11. USB (Type A), share onput port
12. RS232 (D-sub)

Extra – เพิ่มเติม

จุดเด่นของ Projector Acer A1500 รุ่นนี้ยังไม่หมด ตัวเครื่องสามารถใช้งานไร้สายได้อีกด้วย สามารถ แชร์กันได้ตั้ง 4 เครื่อง พร้อมๆกัน สะดวกสบาย ไม่ต้องต่อสายให้ยุ่งยาก

 

อุปกรณ์ที่มากับตัวสินค้า

– กระเป๋าโปรเจคเตอร์
– คู่มือการใช้งาน
– สายไฟ AC Power
– สาย VGA

สั่งซื้อโปรเจคเตอร์เอเซอร์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector Epson EB-1776W

วันนี้จะมารีวิว Projector ที่มีประโยชน์ดีๆกันซักรุ่น ก่อนอื่นเราจะซื้อ Projector ซักตัวจะมองเรื่องอะไรบ้าง เช่น ความคมชัด ความสว่าง ความทนทาน ดีไซด์ และอื่นๆ แต่มักจะมีหลายๆท่านถามว่า ไม่มี Projector น้ำหนักเบาหรือ อยากได้ที่กะทัดรัด แบบบางๆ สามารถพกพาไปที่อื่นได้สะดวก เพราะต้องถืออุปกรณ์หลายอย่างไป Present ด้วย เราเลยขอตั้งชื่อรีวิวตอนนี้ว่า “เบาและบางกว่าใครว่าไม่มีประโยชน์” เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่ารุ่นไหนน๊า ตอบโจทย์นี้ได้ งั้นผมขอเฉลยเลย พระเอกในเรื่องนี้คือ

Projector EPSON EB-1776W
 

แล้วคุณภาพละจะเป็นอย่างไร งั้นเรามาดูกันดีกว่า….

Introduction

EPSON EB-1776W มาพร้อมความสว่าง 3000 Ansi เหมาะกับห้องขนาดเล็ก-ขนาดกลาง ความละเอียดสูงระดับ HD 1280×800(WXGA) ค่าคอนทราส 2000:1 ให้ความคมชัดสูงทั้งงาน Present และ ดูหนัง อายุหลอดนานถึง 4000 ชม. ทำให้ใช้งานได้นานคุ้มค่ากว่าอย่างแน่นอน เรามาดูถึงการเชื่อมต่อกันดีกว่าว่าสมมารถเชื่อมต่อแบบไหนได้บ้าง

Port

HDMI , VGA , AV, USB TypeA (WIFI) , USB TypeB (For Remote Present) , Audio Jack ทำให้สมมารถเชื่อมต่อได้หลายแบบทั้งแบบสายสัญญาและแบบไร้สาย (WIFI)

 

Other Feature

และด้วยความเป็น EPSON เรายังใช้เทคโนโลยี 3LCD ที่ทันสมัยทำให้ได้ค่าเฉดสีที่ สดใส สวยงาม สมจริงเช่นเคย อธิบายง่ายๆดังนี้ แสง Projector ที่ฉายออกมานั้นมีด้วยกันสองแบบคือแสงสีขาว และ แสงสี ซึงจะรวมตัวกันเป็นภาพ แต่ความเข้าใจเดิมๆคิดว่ายิ่งแสงขาวมากเท่าไหร่จะทำให้ชัดเจน ซึ่งความจริงแล้วแสงสีมีความสำคัญมากกว่า ระบบ 3LCD ให้เฉดแสงสีมากกว่าถึง 3เท่า ทำให้ภาพที่ฉายออกมามีสี สดใส สว่างเป็นธรรมชาติไม่แสบตาเมื่อดูนานๆ และคุณสมบัติพิเศษคือไม่ทำให้เกิดเรนโบว์เอฟเฟค หรือเกิดสีรุ้ง สำหรับคนใสแว่นตาหรือคนที่สายตาไวต่อแสง ทำให้เราสามารถใช้ Projector ได้นานขึ้น และถนอมสายตาขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้นท่านใช้ Projector EPSON EB-1776W เหมือนท่านถือหนังสือหรือสมุดโน๊ตขนาด A4 ซักเล่มเท่านั้น ด้วยขนาดเครื่องเพียง 210 x 292 x 44 mm และน้ำหนักเบาแค่ 1.71 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักปกติของเครื่อง Projector ประมาณ 2.5-8 กิโลกรัม คุ้มเกินกว่าคุ้มกับการมี Projector EPSON EB-1776W ดีไซด์สวยๆ จากค่าย EPSON Projector ที่ลูกค้าไว้วางใจมาช้านาน

Summary

สรุปแว่..เอ้ย..สรุปว่า การจะหาซื้อ Projector ดีๆซักตัวให้คุ้มค่า เราต้องดูเรื่องของการใช้งานว่าเป็นอย่างไร เช่น ใช้ในห้องใหญ่หรือไม่ ขนาดจอที่ต้องการ ใช้ในที่ทำงานหรือที่บ้าน ต้องเคลื่อนย้ายบ่อยหรือไม่ ตั้งงบประมาณไว้ประมาณเท่าใด และที่สำคัญท่านต้องไปขอคำแนะนำจากร้านที่ไว้ใจได้คือให้คำปรึกษาที่ดี สามารถเปิดหรือแสดงสินค้าได้อย่างชัดเจนเพื่อให้ท่านเห็นประสิทธิภาพเครื่องก่อนซื้อจะดีที่สุด การที่เราเลือกซื้อร้านที่ราคาถูกก่อนก็อาจใม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเพราะเมื่อท่านมีปัญหาเค้าจะดูแลท่านดีหรือไม่นี่เป็นคำถามที่อยากจะบอก ถ้าท่านสนใจสินค้า Projector เชิญแวะมาลองมาสัมผัสกับเราที่

ร้าน ProjectorPRO เรายินดีต้อนรับทุกท่าน บริการด้วยใจลูกค้า HAPPY เราดีใจ ลูกค้าอยากได้อะไรบอกได้ครับ มีหลากหลายสาขารอต้อนรับท่าน พันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ ชั้น 3,4 , เซียร์รังสิต , ฟอร์จูนทาวเวอร์ ชั้น3 หรือสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ที่ https://projectorpro.in.th

Review Projector BenQ W11000

Review Projector BenQ W11000 โฮมโปรเจคเตอร์ 4k เครื่องแรกของโลก

เป้าหมายสูงสุดของหลายๆ ท่านที่ชื่นชอบความบันเทิงภายในบ้าน คงไม่พ้นได้อัพเกรดระบบภาพคุณภาพสูงพร้อมขนาดจอใหญ่เต็มตา ให้อารมณ์แบบเดียวกับโรงภาพยนตร์… ปัจจุบันถึงแม้เราจะมีตัวเลือกอย่างทีวีความละเอียด 4K จำนวนมากมาย แต่จะหาขนาดที่ใหญ่เต็มตาเกิน 100 นิ้ว นั้นยากเต็มที “โปรเจคเตอร์” จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีและสมเหตุสมผลกับงบประมาณมากกว่า แต่ทว่าก็ติดปัญหาอยู่ที่ โปรเจคเตอร์ที่มีความสามารถถ่ายทอดความละเอียดระดับ 4K ได้นั้น กลับยังมีตัวเลือกไม่มาก

ที่ผ่านมา 4K Home Cinema Projector จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น เมื่อการแข่งขันน้อย ระดับราคาจึงลดลงค่อนข้างช้า ผิดกับ 4K TV ที่มีผู้เล่นในตลาดมากกว่า… ทว่าบัดนี้เมื่อ “BenQ” หนึ่งในผู้ผลิตโปรเจคเตอร์รายใหญ่ นำเสนอโปรเจคเตอร์คุณภาพโดดเด่นในราคาคุ้มค่ามาช้านาน ได้ก้าวเท้าเข้ามาด้วยการเปิดตัว Home Cinema Projector ความละเอียดระดับ 4K ด้วยเทคโนโลยี DLP (Digital Light Processing) พร้อมการรับรองมาตรฐาน THX HD Display เป็นเครื่องแรกของโลก… เชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการโปรเจ็คเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ได้มากทีเดียว

“Breathtaking 8.3 Million Pixel Performance”

หากเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตจอพาเนลของทีวี ต้องบอกว่าการพัฒนาโปรเจคเตอร์ให้ได้ความละเอียดระดับ 4K ทำได้ยากกว่า แต่กระนั้นผู้ผลิตก็ไม่ยอมแพ้ บัดนี้ “Texas Instruments” เจ้าของเทคโนโลยี DLP ทลายข้อจำกัดด้วยการผลิตและจำหน่าย DMD (Digital Micromirror Device) Chip ที่สามารถให้ความละเอียดในการแสดงผลสูงถึงระดับ 4K สำหรับโปรเจคเตอร์บ้านเป็นที่เรียบร้อย

โดยหลักการของ 4K UHD DMD Chip ที่ใช้ใน BenQ รุ่น W11000 จะมีจำนวน micromirrors ทั้งสิ้น 2716 x 1528 หรือเท่ากับ 4.15 ล้านพิกเซล ผนวกกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ XPR ซึ่งใช้ Optical Actuator ที่ทำงานรวดเร็วมากจนสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือรวมกันทั้งสิ้นเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับความละเอียด 4K ที่เราคุ้นเคยนี่เอง…

หลักการนี้ยังได้การรับรองจาก Consumer Technology Association หรือ CTA ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงาน Consumer Electronic Show หรือ CES ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดีนั่นเอง

ผลเกี่ยวเนื่องจากแนวทาง 4K XPR ข้างต้นนี้ BenQ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากรายละเอียดของภาพที่สูงขึ้นกว่า Full HD Projector อย่างชัดเจนแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดปัญหา Screen-door Effect หรือการรบกวนของเส้นตารางพิกเซล อีกทั้งยังไม่มีปัญหา Misconvergence หรืออาการเหลื่อมสี ที่อาจพบได้กับเทคโนโลยีการแสดงผลของโปรเจคเตอร์รูปแบบอื่น ซึ่งข้อมูลนี้เป็นความจริงหรือไม่…? อีกเดี๋ยวเราจะมาพิสูจน์กันในช่วงรายงานผลการทดสอบครับ

Design – การออกแบบ

แต่ก่อนจะไปว่ากันถึงเรื่องคุณภาพของภาพ มาดูลักษณะการออกแบบของโปรเจคเตอร์เรือธงของ BenQ รุ่นนี้กันก่อนดีกว่า แน่นอนเพื่อให้สมกับความเป็นรุ่นใหญ่ นอกจากวัสดุ ดีไซน์ งานประกอบที่ดูดีแล้ว ขนาดก็ใหญ่โตตามไปด้วย

W11000 เหมือนเช่นโปรเจคเตอร์ระดับท็อปส่วนใหญ่ที่มักจัดวางตำแหน่งเลนส์ฉายภาพไว้กึ่งกลาง เพื่อให้ง่ายในการอ้างอิงจุดติดตั้งโดยเฉพาะเมื่อยึดเข้ากับขาแขวนเพดาน อีกจุดที่คำนึงถึงผลลัพธ์ได้น่าสนใจคือการออกแบบระบบระบายความร้อนไว้ด้านหน้าตัวเครื่อง ปกติเวลาใช้งานคงไม่มีใครนั่งขวางหน้าโปรเจคเตอร์เพราะจะบังภาพ เหตุนี้จึงไม่มีใครได้รับผลกระทบจากการที่ต้องโดนลมร้อนเป่าใส่โดยเฉพาะเมื้อตั้งโปรเจคเตอร์บนโต๊ะ ผิดกับบางเครื่องที่วางช่องระบายลมร้อนไว้ด้านข้าง หรือด้านหลัง ถ้าใครนั่งตำแหน่งนั้นคงอยู่ไม่สบายตัวแน่นอน

จุดเชื่อมต่อสายสัญญาณต่างๆ ถูกจัดวางไว้ด้านข้าง ผิดกับโปรเจคเตอร์หลายๆ เครื่องที่มักจะจัดวางไว้ด้านหลัง ซึ่งผมว่าตำแหน่งนี้เข้าท่าดีนะจะได้ไม่มีปัญหาเชื่อมต่อสายกรณีที่จำเป็นต้องติดตั้งโปรเจคเตอร์ชิดผนังด้านหลัง อย่างไรก็ดีการเก็บซ่อนสายอาจจะทำได้ลำบากสักหน่อย เพราะไม่มีช่องหรือฝาครอบสำหรับบังร้อยสาย แต่มิได้เป็นปัญหาใหญ่แต่อย่างใด

 

เยื้องมาใกล้ๆ กับจุดเชื่อมต่อสายสัญญาณ เป็นตำแหน่งของแผงควบคุม สามารถเลื่อนฝาปิดได้เมื่อมิได้ใช้งาน ซึ่งดูลงตัวดี
 

 

ด้านบนส่วนหน้าจะเห็นปุ่มหมุนสำหรับปรับตำแหน่ง Lens Shift โดยแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งปรับแนวตั้ง (Vertical) อีกชุดสำหรับแนวนอน (Horizontal) ส่วนด้านหลังยังซ่อนจุดเปลี่ยนหลอดไฟ (lamp) เอาไว้ได้อย่างกลมกลืน
 

เซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมตคอนโทรลถูกติดตั้งไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งการรับสัญญาณดีมากครับ ในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องชี้รีโมตตรงไปที่ตัวโปรเจ็คเตอร์ก็ยังควบคุมได้ดี ส่วนรีโมตคอนโทรลที่ให้มาก็ดูดีสมกับรุ่นใหญ่ มี Back-lit สีส้ม สว่างเห็นชัดทุกปุ่มแม้ใช้งานในห้องมืด

Connectivity – ช่องต่อ

W11000 รับสัญญาณภาพความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ผ่านทาง HDMI Input จำนวน 2 ช่อง เป็นหลัก โดย HDMI 1 เท่านั้นที่เป็น Version 2.0 (with HDCP 2.2) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4 ดังนี้การเชื่อมต่อกับแหล่งโปรแกรมภาพระดับ 4K Ultra HD คุณภาพสูง (อาทิ 4K/UHD Blu-ray Player) จึงแนะนำให้เชื่อมต่อที่ช่องนี้ ส่วน HDMI 2 เป็น Version 1.4 (with HDCP 1.4) รองรับสัญญาณภาพความะเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz 8-bit

ช่องรับสัญญาณวิดีโออื่น มีเพียง Analog D-Sub (VGA) In 1 ช่อง เท่านั้น แต่สามารถรับสัญญาณได้ทั้ง PC (RGB) และ Component (YPbPr/YCbCr)

Extra- เพิ่มเติม

การถ่ายทอดภาพที่ดีเยี่ยมจากโปรเจคเตอร์นั้น คุณภาพของเลนส์ก็มีส่วนสำคัญยิ่งเพราะเป็นทางผ่านในขั้นสุดท้ายก่อนที่ภาพจะถูกฉายออกไป ซึ่ง BenQ ได้เลือกใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูงจำนวน 14 ชิ้น แบ่งเป็น 6 กลุ่ม มีการฉาบผิวเพื่อลดการคลาดสี ติดตั้งในกระบอกโลหะที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อผลลัพธ์ภาพที่คมชัด และถ่ายทอดคุณภาพของภาพดีที่สุด

ความยอดเยี่ยมที่เอื้อต่อการติดตั้งจาก W11000 ยังรวมไปถึงระบบซูม 1.5 เท่า ยกตัวอย่าง หากต้องการฉายภาพบนจอขนาด 100 นิ้ว จะสามารถกำหนดระยะจัดวางโปรเจคเตอร์ได้ยืดหยุ่นมาก ตั้งแต่ 3.03 ม. ไปจนถึง 4.56 ม. นอกจากนี้ยังมีระบบ Lens Shift ที่สามารถชดเชยระยะติดตั้งได้ทั้งแนวตั้ง (+/-65%) และแนวนอน (+/-27%)

สำหรับท่านที่จะใช้งานรับชมแบบ Ultra-wide 2.35:1 ร่วมกับ W11000 ก็มี Anamorphic Lens จาก Panamorph เป็นอ็อพชั่นเสริมด้วยเช่นกัน

W11000 จะมีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้งด้วย โดยใช้ในการปรับตำแหน่ง Lens Shift และซูมขนาดภาพฉาย ให้พอดีกับขนาดของจอรับภาพนั่นเอง

Picture – ภาพ

อานิสงส์จาก 6X-Speed RGBRGB Color Wheel ที่ทำงานรวดเร็ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเห็น Rainbow Effect ให้รำคาญตา จุดที่ใช้ยืนยันคุณภาพเลนส์ของ W11000 นอกจากได้ภาพที่ชัดเจนแล้ว อาการคลาดสีโดยเฉพาะบริเวณขอบจอนี่แทบไม่มี แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นรายละเอียดคมชัดอันไร้ซึ่งปัญหาเหลื่อมสี หรือ Misconvergence

ทดสอบดูหน่อยว่า W11000 ปราศจากปัญหา Misconvergence ตั้งแต่ออกจากโรงงานตามที่ BenQ เคลมไว้หรือไม่? ซึ่งผลลัพธ์ยืนยันว่าจริง เส้นขาวบนพื้นดำมีความคมไม่มีปัญหาสีเหลื่อม แต่ย้ำว่าต้องปรับโฟกัสให้เป๊ะด้วยนะครับ

ซึ่งการปรับซูมและโฟกัสของ W11000 โดยใช้มือหมุนวงแหวนหน้าเลนส์แบบแมนวล จะดำเนินการได้ยากกว่าโปรเจคเตอร์รุ่นไฮเอ็นด์อื่นๆ ที่ใช้มอเตอร์ควบคุมและสั่งการผ่านรีโมตคอนโทรลไร้สายอยู่บ้าง แต่ถ้าทำได้ผลลัพธ์ก็จะเป๊ะมากเลย คำแนะนำคือควรมี 2 คนช่วยกัน คนหนึ่งคอยหมุนปรับวงแหวนโฟกัสที่โปรเจคเตอร์ ส่วนอีกคนยืนใกล้จอรับภาพแล้วคอยดูผลลัพธ์เพื่อแจ้งบอก

– BenQ W11000 Pre-Calibration Data –
 

 

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day

มาดูในส่วนของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันกันบ้าง ซึ่งดีกรีที่ได้รับจาก THX ไม่ใช่ราคาคุย จากการทดสอบเบื้องต้นพบว่าให้ค่าอุณหภูมิสีได้ยอดเยี่ยมใกล้เคียง 6500°K เกือบทุกโหมดภาพ แม้แต่โหมด Vivid ก็ยังให้ผลลัพธ์ดีมาก

แล้วถ้าถามว่าโหมดไหนที่ควรแนะนำให้ใช้ โดยอิงจากผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงที่สุด? แน่นอนว่าต้องมีโหมด THX รวมอยู่ด้วย ความเที่ยงตรงของสีสันนั้นหายห่วง ถึงแม้ระดับความสว่างของโหมดนี้จะไม่สูงมากนัก (เนื่องจาก Lamp Mode ถูกกำหนดไว้ที่ Eco) แต่ก็เหมาะใช้งานในห้องมืดเมื่อต้องการภาพที่ออกไปทางดูสบายตา รับชมได้นานไม่ล้า การถ่ายทอดสีดำลึกเข้ม ที่สำคัญ คือ โปรเจคเตอร์จะทำงานเสียงเงียบมาก ประหยัดไฟ และยืดอายุหลอดไฟออกไปได้นานด้วยครับ (สูงสุด 6000 ชม.) หรือจะทดลองเปรียบเทียบกับโหมด Silence ที่ผลลัพธ์คล้ายคลึงกันเป็นอีกทางเลือกดูด้วยก็ได้ โดยความสว่างจะสูงกว่า THX สมดุลสีจะย่อหย่อนกว่านิดหน่อย แต่ยังคงทำงานเงียบและประหยัดไฟเหมือนกันครับ

อย่างไรก็ดีบางท่านอาจรู้สึกว่าโหมด THX ภาพดูทึมไปสักหน่อย ชอบแบบสว่างๆ มากกว่า ตรงนี้สามารถเปลี่ยนมาใช้งานโหมด Cinema แทนได้ ซึ่งให้ระดับความสว่างสูงขึ้นมาก ในขณะที่สมดุลสีมิได้ย่อหย่อนจากโหมด THX เลย ระดับเสียงรบกวนอาจจะเพิ่มขึ้นจากโหมด THX และ Silence แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิได้สร้างความรำคาญแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่ต้องการรีดความสว่างจาก W11000 ออกมาใช้งานอย่างเต็มที่ อย่างเช่นกรณีที่ต้องสู้กับแสงรบกวน ขอแนะนำโหมด Vivid เลยครับ ดังที่เรียนไปในตอนต้นว่าโหมดนี้ก็ไม่เว้นในเรื่องของสมดุลสีที่ทำได้ดีเช่นกัน เรียกว่ามิได้ย่อหย่อนจากโหมดอื่นเท่าใดนัก ทว่าจะได้ระดับความสว่างชดเชยเข้ามาแทน (ไม่น้อยกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับโหมด THX) ส่วนโหมด Bright นั้น ถึงแม้ความสว่างจะสูงที่สุดก็จริง แต่คงต้องละไว้เนื่องจากการถ่ายทอดสมดุลสีที่ค่อนข้างผิดเพี้ยนครับ (อาจใช้ได้ในบางกรณีที่เน้นเฉพาะความสว่าง ไม่คำนึงถึงความถูกต้องของสีสัน) กระนั้นคงต้องย้ำเช่นเคยว่า การใช้งานโปรเจ็คเตอร์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรใช้งานในห้องมืด หรืออย่างน้อยก็ขอให้คุมแสงรบกวนให้เหลือน้อยที่สุดจะเหมาะสมกว่าครับ

โหมดภาพจากโรงงานนั้นยอดเยี่ยมก็จริง แต่เชื่อว่าหลายท่านยังคงต้องการสิ่งที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์” ในแง่ของความเที่ยงตรงในการถ่ายทอดสีสันอิงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งในจุดนี้ด้วยฟีเจอร์จาก ISFccc สามารถไฟน์จูนจนได้ค่าภาพที่ยอดเยี่ยมเข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์เลยทีเดียว โดยสามารถไฟน์จูนในส่วนของ White Balance, CMS และ Gamma

ทดสอบอีกสักเรื่องกับ “Exodus: Gods and Kings” ในรูปแบบ 4K/UHD Blu-ray Disc ถึงแม้ W11000 จะยังไม่รองรับการแสดงผลแบบ HDR แต่ด้วยการถ่ายทอดระดับความสว่างจากแหล่งกำเนิดแสงตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ผสานรวมกับการทำงานของ Dynamic Iris ก็ให้ความเปรียบต่างของแสงได้น่าตื่นตา ด้านภาพเคลื่อนไหวยังไม่มีฟังก์ชั่นประมวลผลแทรกเฟรม แต่ก็ให้ความต่อเนื่องของเฟรมต้นฉบับที่ดูเป็นธรรมชาติจนอาจไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งระบบดังกล่าว

ทดสอบกับ Xbox One S ดูบ้าง ซึ่งระบบฯ ตรวจสอบและยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่า W11000 สามารถรับสัญญาณ 4K 60Hz 10-bit ได้แน่นอน ทั้งเล่นเกมและชมภาพยนตร์เลยจ้า (ตามสเป็กแจ้งว่ารองรับสัญญาณภาพได้สูงสุดถึง 4K/60Hz 16-bit 4:2:0 หรือ 4K/60Hz 8-bit 4:4:4)

และสุดท้าย สำหรับท่านที่จะเชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซล หรือ PC (เพราะเดี๋ยวนี้เกมรองรับความละเอียด 4K แล้วนะ) คงต้องการทราบว่า HDMI Input Lag ของ W11000 ทำได้ดีเพียงใด? คำตอบที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาดีเลย์จนส่งผลกับการเล่นเกมครับ

Conclusion – สรุป

W11000 ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังโปรเจคเตอร์ระดับ 4K ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมในระดับราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน อันเป็นความตั้งใจของผู้ผลิตนาม BenQ ในการส่งมอบทางเลือกใหม่ เพื่อเอื้อให้ทุกท่านได้เริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุค 4K Ultra HD ระดับคุณภาพเดียวกับโรงภาพยนตร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ… ซึ่งพร้อมให้ทดลองพิสูจน์ด้วยตาของท่านเองได้แล้ววันนี้ครับ!

จุดเด่นของ BenQ W11000

– การแสดงผลแบบ 4K XPR ให้ความคมชัด รายละเอียดพิกเซลดีกว่า Full HD Projector อย่างเห็นได้ชัดเจน
– ปราศจากปัญหา Misconvergence ไม่จำเป็นต้องทำ Panel Alignment ใดๆ ในขั้นตอนติดตั้ง และ Screen-door Effect ก็บางมากจนแทบไม่เห็น
– ให้ช่องต่อ HDMI มาทั้งหมด 2 ช่อง เป็น Version 2.0 1 ช่อง รองรับสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDCP 2.2 ส่วนอีกช่องเป็น HDMI 1.4 รองรับสัญญาณ 4K 30Hz
– ได้รับการรับรองจาก THX โหมดภาพจากโรงงานจึงให้ความเที่ยงตรงสูงมาก ในขณะที่รองรับการคาลิเบรทปรับภาพได้ละเอียดตามมาตรฐาน ISF
– เลนส์ฉายคุณภาพสูง ให้อัตราคลาดสีน้อย และมีระยะซูมถึง 1.5 เท่า พร้อมด้วย Lens Shift ปรับได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนทำให้กำหนดตำแหน่งตั้งวางได้ยืดหยุ่น
– ให้ระดับความสว่างสูงสุดตามสเป็กที่ 2200 ลูเมน ในขณะที่มีระดับเสียงรบกวนจากระบบระบายความร้อนต่ำ

จุดด้อยของ BenQ W11000

– การปรับหน้าเลนส์ทั้ง Zoom, Focus และ Shift ควบคุมด้วยมือ ยังไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์มอเตอร์ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในแง่ความละเอียดเที่ยงตรงและยืดหยุ่นได้อย่างดีเยี่ยม
– ขอบเขตสียังไม่ครอบคลุมถึง DCI-P3 แต่สำหรับมาตรฐาน sRGB/Rec.709 นั้น ทำได้ดีมากเกิน 100%
– ไม่รองรับการแสดงผล 3D
– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุด หรือขาดความต่อเนื่อง
– ไม่มีลำโพงในตัว การใช้งานโปรเจคเตอร์ระดับนี้ต้องการชุดโฮมเธียเตอร์เต็มระบบจึงจะคู่ควร

สนใจโปรเจคเตอร์รุ่นนี้ หรือเบ็นคิวโปรเจคเตอร์รุ่นอื่นๆ ได้ที่ https://projectorpro.in.th

REVIEW Projector ACER K135i

REVIEW Projector ACER K135i ขนาดเล็กพกพาสะดวก

สวัสดีครับ วันนี้ผมมีโปรเจคเตอร์ขนาดเล็กมานำเสนอท่านลูกค้าที่ต้องการออกงานนอกสถานที่โดยที่ไม่ต้องแบกเครื่องฉายที่มีน้ำหนักสูงไปด้วยครับ

เจ้าตัวนี้มันมีดีอย่างไรบ้างเรามาติดตามกันครับ Acer Projector K135i นั้นใช้เทคโนโลยีของ LED LAMP ซึ่งจะทำให้ใช้งานได้ยาวนานมากถึง 30,000 ชั่วโมงกันเลยทีเดียวครับ และยังใช้พรีเซนต์งานในห้องขนาดเล็กได้อย่างสบายๆเลยครับ เพราะว่าเจ้าตัวนี้มีความสว่างสูงถึง 600 Ansi Lumens และมีความละเอียดสูงถึง 1280×800 (WXGA) นั่นเอง เลยสามารถใช้ดูหนังในห้องนอนที่สามารถควบคุมแสงได้อีกด้วย เป็นไงล่ะครับนี่แค่เริ่มต้นแค่ฟังดูก็อยากจะได้มาใช้แล้วล่ะครับ


ได้เห็นหน้าตาของเจ้าตัวนี้ไปแล้ว เป็นไงล่ะครับสวยสุดๆไปเลยครับ เป็นทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่สามารถใส่กระเป๋าอะไรก็ได้ มีน้ำหนักแค่ 0.43 kg (0.95 lbs.) เบาสุดๆครับผม ขอบอก!!!

การใช้งานนั้นง่ายมากๆเลยครับ มีรีโมทคอนโทรลควบคุมได้ ช่องเสียบสายสัญญาณภาพก็มีครบเกือบทุกแบบครับ ไว้จะรีวิวเรื่องพอร์ตให้ด้านล่างนะครับ มาชมกันต่อครับว่ามันทำอะไรได้อีก USB คับที่ลูกค้าบ่นกันมาตลอดว่าทำไมเครื่องฉายส่วนใหญ่ใช้ USB เล่นไฟล์หนัง VDO ไม่ได้ แต่เจ้าตัวนี้สามารถเล่นได้ครับ เพียงเสียบ Thumbdrive หรือแม้จะเป็น Harddisk ก็ยังได้ครับผมเคยลองมาแล้วครับ บางคนถามว่าแล้วเรื่องเสียงล่ะครับเป็นยังไง เจ้าเครื่องนี้มีลำโพงในตัวด้วยนะครับ 33 dBA (standard) และยังสามารถแยกเสียงไปยังชุดเครื่องเสียงที่บ้านหรือที่ทำงานได้อีกด้วยครับ

เรามาดูกันว่ามีช่องเชื่อมต่อสัญญาณอะไรมาให้เราบ้างครับ

– HDMI®/MHL™ (video, audio, HDCP)
– Analog RGB (via optional 24-pin Universal to VGA cable)
– USB (type A) Port
– Micro SD Card Reader
– PC Audio (via 24-pin Universal to 3.5mm audio cable)
– DC-in Socket
– IR Receiver

เป็นไงล่ะครับสำหรับช่องเชื่อมต่อสัญญาณ ผมคิดว่าคงตอบสนองความต้องการของหลายๆคนได้อย่างดีทีเดียวเลยแหละครับ ทีแรกผมแจ้งไปว่าดูหนังได้ด้วยนั่นก็คือ มันมีความละเอียดสูงถึงขั้น HD เลยนะครับ ใช้ดูหนังได้อย่างสบายๆเลยคับ เหมาะสำหรับคอนโด อพาร์ทเมนท์ ที่มีพื้นที่ไม่มากและต้องการขนาดของภาพตั้งแต่ 40-90” นิ้วเลยครับ

ภาพเปรียบเทียบระหว่างหลอดภาพธรรมดากับ หลอด LED

Wireless Sharing

ผมเกือบลืมจุดเด่นอีกหนึ่งจุดของเจ้าตัวนี้ไปเลยครับ นั่นคือ WIFI เชื่อมต่อแบบไร้สายนั่นเองครับ สามารถใช้กับ Smartphone ได้ทั้ง IOS และ Android หรือจะเป็น Notebook // Macbook // Tablet ครับ

โดยใช้ USB Dongle จากทาง Acer ที่ได้แถมมาพร้อมตัวเครื่องครับ ใช้งานง่ายมากๆเลยครับ ของ Smartphone ต้องโหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้งานร่วมครับที่มีชื่อว่า Acer Edisplay Pro จาก Playstore หรือจะเป็น IOS ก็ใช้ชื่อเดียวกันเลยนะครับ

บอกแล้วไงครับว่าประสิทธิภาพสุดคุ้มแถมราคาโดนใจคุณลูกค้าทุกๆท่านที่กำลังมองหาเครื่องเล็กแบบนี้อยู่อย่างแน่นอนครับ ยังไงคุณลูกค้าทุกๆท่านสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางเราได้ที่ https://projectorpro.in.th ส่วนตัวผมวันนี้ขอลาไปเพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ